วันจันทร์ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2562

20 เว็บยอดนิยมของไทย

                                                 20 เว็บยอดนิยม
1.เฟชบุ๊ก
         https://www.facebook.com

2.วิกิพีเดีย
        https://th.wikipedia.org
3. กูเกิ้ลโคม
       http://www.google.com 
4. ยูทูป
       https://www.youtube.com
5.สนุกดอทคอม
       https://www.sanook.com
6. ยาฮู
       https://www.yahoo.com
7. ไฮไฟล์
       https://hi5.com
8.บล็อกเกอร์
       https://draft.blogger.com
9.พันทิพ
       
https://pantip.com

10. โฟแชร์
       https://www.4shared.com
11.เด็กดีดอทคอม
      https://www.dek-d.com
12.อเมซอล
       https://www.amazon.com
13.เมเนเจอร์
       https://mgronline.com
14.ทวิตเตอร์
       https://twitter.com
15.น่ารักดอทคอม
       
http://www.narak.com

16.ไทยรัฐดอทคอม
       https://www.thairath.co.th
17. ลาซาด้า
       https://pages.lazada.co.th
18.ขายดีดอทคอม
       https://www.kaidee.com
19.ช้อปปี้
        https://shopee.co.th
20.มูฟวี่ทูฟรี
       https://movie2free.com
    

  เว็บไซค์ที่ชื่นชอบ (รีวิว)


                                                      เฟชบุ็ก  https://www.facebook.com  
          ปัจจุบัน Facebook ได้รับความนิยมกันมากในหมู่วัยรุ่น และบุคคลที่ต้องการสื่อสารกัน แม้ว่า Facebook จะถูกสร้างขึ้นเพื่อให้สามารถติดต่อสัมพันธ์กันในทางบวก แต่ในทางกลับกัน Facebook ก็เป็นสื่อที่ก่อให้เกิดอันตรายได้ในเวลาเดียวกัน Facebook คืออะไร? Facebook เป็นเว็บไซต์ที่ให้บริการเครือข่ายสังคมบนอินเตอร์เน็ต โดยผู้ใช้สามารถใส่สร้างหน้าโปรไฟล์, อัพโหลดรูปถ่าย, อัพเดทสเตตัส, แชร์ข้อมูลต่างๆ และเชื่อมโยงต่อไปหาผู้ใช้อื่นๆ ได้
Facebook ก่อตั้งเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ ปี ค.ศ. 2004 โดย Mr. Mark Zuckerburg ปัจจุบันอายุ 31 ปี โดยขณะที่คิดค้นเวบไซต์นี้ Mr. Mark Zuckerburg เป็นนักศึกษาแผนกจิตวิทยา ของมหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ด สหรัฐอเมริกา และเว็บไซต์เปิดให้บริการเฉพาะนักศึกษาของมหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ดในการเชื่อมโยงและติดต่อสื่อสารกันเท่านั้น ต่อมาได้ขยายเครือข่ายไปยังนักศึกษาในมหาวิทยาลัยอื่นๆที่อยู่ใน Ivy League (เช่น โคลัมเบีย, สแตนฟอร์ด, และเยล) จนมีสมาชิกมาใช้บริการกันอย่างล้นหลาม จึงทำให้มีการขยายเครือข่ายมากขึ้นและพัฒนามาถึงหลายล้านคนในโลกปัจจุบัน เรามาดูข้อดีและข้อเสียของ Facebook ดังนี้
ข้อดี
  1. ป็นการสร้างเครือข่ายและจุดประกายด้านการศึกษาได้อย่างกว้างขวาง หากใช้ได้อย่างถูกวิธี
  2. ทำให้ไม่ตกข่าว ทราบความคืบหน้า เหตุการณ์ของบุคคลต่างๆ และผู้ที่ใกล้ชิด
  3. ผู้ใช้สามารถสร้างเครือข่ายทางสังคม หรือผู้ที่มีเป้าหมายเหมือนกัน และทำงานให้สำเร็จลุล่วงไปได้
  4. สามารถสร้างมิตรแท้ หรือเพื่อนที่รู้ใจที่แท้จริงได้
  5. เป็นเว็บไซต์ที่เอื้อต่อผู้ที่มีปัญหาในการปรับตัวทางสังคม สร้างเครือข่ายที่ดี สร้างความเห็นอกเห็นใจ และให้กำลังใจที่ดีแก่ผู้อื่นได้

ข้อเสีย
  1. เป็นการขยายเครือข่ายทางสังคมในโลกอินเตอร์เน็ต การมีเพื่อนเพิ่มเครือข่ายที่ไม่รู้จักดีพอ จะทำให้เกิดการลักลอบขโมยข้อมูล หรือการแฝงตัวของขบวนการหลอกลวงต่างๆ ได้
  2. เพื่อนๆ ในเครือข่ายสามารถเขียนข้อความต่างๆ ลง Facebook ได้แต่หากเป็นข้อความที่เป็นความลับ การใส่ร้ายกัน จะทำให้ผู้อ่านที่ไม่มีวุฒิภาวะหลงเชื่อ เกิดความขัดแย้ง และปัญหาตามมาในภายหลังได้
  3. เป็นช่องทางในการสร้างสังคมแห่งการนินทา หรือการยุ่งเรื่องส่วนตัวของผู้อื่นโดยใช่เหตุ โดยเฉพาะสังคมที่ชอบสอดรู้สอดเห็น
  4. การเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวทั้งหมดให้กับบุคคลภายนอกที่ไม่รู้จักดีพอ เช่น การลงรูปภาพของครอบครัวหรือลูก เกิดการปลอมตัว หรือการหลอกลวงอื่นๆ ที่คาดไม่ถึงได้
  5. เด็กๆที่ใช้เวลาในการเล่น Facebook มากเกินไป จะทำให้เสียการเรียน
  6. ในการสร้างความผูกพันและการปรับตัวทางสังคมเป็นการพบปะกันในโลกของความจริงมากกว่าในโลกอินเตอร์เน็ต ดังนั้นผู้อยู่ในโลกของ ไซเบอร์มากเกินไปอาจทำให้มีปัญหาทางจิต หรือขาดการปรับตัวทางสังคมที่ดี
  7. เป็นแรงขับให้มีการพบปะทางสังคมในโลกแห่งความเป็นจริงที่น้อยลงได้เนื่องจากทราบความเคลื่อนไหวของผู้ที่อยู่ในเครือข่ายอย่างตลอดเวลา
  8. นโยบายของบางโรงเรียน บางมหาวิทยาลัย บางครอบครัวหรือในบางประเทศมีปัญหามากมายที่เกิดจาก Facebook ทำให้ไม่ได้รับการอนุญาตให้มีในหลายพื้นที่
บทความนี้ชี้ให้เห็นว่าผู้ปกครองควรเอาใจใส่ลูกหลานของท่านที่อยู่ในช่วงวัยรุ่นซึ่งนิยมท่องโลกอินเตอร์เน็ต ให้มีความระมัดระวังและมีวิจารณญาณในการเล่น Facebook มากยิ่งขึ้น เพราะเป็นทั้งสื่อที่มีทั้งคุณอนันต์และโทษมหันต์ในเวลาเดียวกันด้วย






วันพุธที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2561

วัฎจักรชีวิตผลิตภัณฑ์ (Product Life Cycle)



วัฎจักรชีวิตผลิตภัณฑ์ (Product Life Cycle)
เมื่อผลิตภัณฑ์ถูกนำออกสู่ตลาด แสดงถึงการเริ่มต้นของวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ ระยะเวลาที่ผ่านไปจะมียอดขายเพิ่มขึ้นมากบ้าง น้อยบ้าง เป็นการแสดงถึงการเจริญเติบโตของผลิตภัณฑ์นั้น หากผลิตภัณฑ์ได้รับการยอมรับจากตลาดเป็นอย่างดียอดขายจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เมื่อผู้ซื้อไม่ต้องการผลิตภัณฑ์นั้น ยอดขายจะตกต่ำลง ในที่สุดผลิตภัณฑ์นั้นก็จะหายไปจากตลาด แต่จะมีผลิตภัณฑ์ใหม่เข้ามาสู่ตลาดแทนผลิตภัณฑ์เก่าที่ล้าสมัยซึ้งผู้ต้องการซื้ออีกต่อไป ผลิตภัณฑ์ใหม่ส่วนหนึ่งอาจได้รับการต้อนรับจากตลาด แต่ผลิตภัณฑ์อีกหลายชนิดไม่สามารถเข้าสู่ตลาดจนลูกค้ายอมรับได้ ดั้งนั้นระยะเวลาที่ผลิตภัณฑ์แต่ละชนิดจะอยู่ในตลาดจึงไม่เท่ากัน เป็นการแสดงให้เห็นวงจรชีวิตที่สั้นหรือยาวของผลิตภัณฑ์ซึ้งคล้ายกับวงจรชีวิตของคนเรา และจะเกิดวงจรชีวิตใหม่ เข้ามาแทนที่วงจรเดิมอย่างนี้ตลอดไปเรื่อย ๆ วงจรใหม่ที่เกิดขึ้นอาจจะมาจากผลิตภัณฑ์ใหม่มีเทคโนโลยีสูงกว่า มีประสิทธิภาพดีกว่า หรือตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป

ความหมายและความสำคัญ
หมายถึง การเติบโตของยอดขายผิตภัณฑ์ชนิดใดชนิดหนึ่งเมื่อเวลาผ่านไป ซึ่งจะมีลักษณะเป็นวงจรเล่าต่อไปเรื่อยๆ การศึกษารายละเอียดของวัฏจักรชีวิตผลิตภัณฑ์จะมีประโยชน์ต่อนักการตลาดและนักธุรกิจ การเรียนรู้ความต้องการของลูกค้าหรทอผู้ซื้อที่มีต่อผลิตภัณฑ์ จากการวิเคราะห์ลักษณะต่างๆ ที่เกิดขึ้นในแต่ละขั้นตอนของวัฏจักรชีวิตผลิตภัณฑ์ ช่วยให้สามารถวางแผนการตลาด กำหนดกลยุทธ์ทางการตลาด กำหนดส่วนประสมการตลาด (Marketing Mix) ได้ถูกต้องและเหมาะสม
ขั้นตอนของวัฎจักรชีวิตผลิตภัณฑ์ (Stages of Product Life cycle)
วัฎจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์จะประกอบด้วยวงจร 4 ขั้นตอน คือ 1) ขั้นแนะนำผลิตภัณฑ์ (Product Introduction) 2) ขั้นตลาดเจริญเติบโต (Market Growth) 3) ขั้นตลาดอิ่มตัว (Market Maturity) และ 4) ขั้นยอดขายตกต่ำ (Sales Decline)
ขั้นแนะนำผลิตภัณฑ์ (Product Introduction)
ผลิตภัณฑ์ใหม่ที่เริ่มนำออกสู่ตลาดในครั้งแรกยังไม่เป็นที่รู้จักของผู้ซื้อหรือผู้บริโภค ดังนั้นผู้ผลิตหรือผู้จำหน่ายต้องเสนอ รายละเอียดของสินค้า โดยอาศัยในการส่งเสริมการตลาด (Promotion) เพื่อติดต่อสื่อข่าวกับผู้บริโภคให้ทราบว่ามีสินค้าใหม่ออกสู่ตลาด ภาระค่าใช้จ่ายในการขายของขั้นแนะนำจะสูงผู้ผลิตที่เป็นผู้บุกเบิกตลาด (Pioneer) อีกทั้งอยู่ในภาวะที่มีการเสี่ยงภัยสูงมาก หากการตื่นตัวยอมรับผลิตภัณฑ์ใหม่มีน้อย ความต้องการสินค้าไม่แน่นอน ผู้บุกเบิกตลาดใหม่ต้องประสบกับการลงทุนสูงในการผลิต ค่าใช้จ่ายในการขาย ขณะที่รายได้อาจยังไม่มีหรือมีน้อยมาก ฉะนั้นกิจการที่นำผลิตภัณฑ์เข้าสู่ขั้นแนะนำ ในช่วงแรกจะประสบภาวการณ์การขาดทุน
ดังนั้นการจัดกลยุทธ์การตลาดในขั้นแนะนำผลิตภัณฑ์จะเน้นเรื่องการส่งเสริมการตลาดและการสื่อสารให้เป็นที่รู้จักแพร่หลาย การส่งเสริมการตลาดจะเป็นการให้ข้อมูลเกี่ยวกับสินค้า ผ่านสื่อโฆษณาประเภทต่าง ๆ ที่สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ รวมทั้งการใช้พนักงานขายในการกระตุ้นให้เกิดความตื่นตัว และ เกิดการยอมรับในผลิตภัณฑ์ใหม่ เนื่องจากผู้ซื้อส่วนใหญ่จะซื้อผลิตภัณฑ์ที่ตนเองคุ้นเคย รู้จักสินค้าดีอยู่แล้ว ดังนั้นจะต้องใช้สื่อการส่งเสริมการขาย เช่น การแจกตัวอย่างหรือการสาธิต ช่วยให้ผู้ซื้อได้มีโอกาสทดลองใช้ผลิตภัณฑ์ จึงจะเกิดการยอมรับในตัวผลิตภัณฑ์ติดตามมาได้
ขั้นตลาดเจริญเติบโต (Market Growth)
การยอมรับในตัวผลิตภัณฑ์ จะส่งผลให้ยอดขายเพิ่มสูงขึ้นและเพิ่มในอัตราที่เร็ว ดังนั้นในช่วงต้นของขั้นเติบโต ผู้บุกเบิกตลาดจะได้รับผลประโยชน์จากกำไรที่ค่อนข้างสูง เนื่องจากไม่มีคู่แข่งในตลาด ถือเป็นรางวัลที่ผู้บุกเบิกจะได้รับ แต่มักจะมีโอกาสได้ไม่นานเพราะ คู่แข่งขันทั้งหลายจะเริ่มได้กลิ่นกำไรและทยอยกันเข้ามาขอส่วนแบ่งตลาด จากหนึ่งเป็นสองและเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ช่วงเวลาที่คู่แข่งขันเข้ามาสู่ตลาดจะเร็วหรือช้า ขึ้นอยู่กับอัตราการเจริญเติบโตของความต้องการในผลิตภัณฑ์นั้น ส่วนอัตรากำไรมากหรือน้อยจะเป็นสิ่งจูงใจให้คู่แข่งขันเข้ามามากหรือน้อยรายเช่นกัน อย่างไรก็ตามการแข่งขันในขั้นตลาดเจริญเติบโตจะยังเป็นลักษณะการแข่งขันน้อยราย อาจเพียง 2 – 3ราย
เมื่อเริ่มมีคู่แข่งขันเกิดขึ้น ผู้บุกเบิกจะต้องเปลี่ยนวิธีการในการส่งเสริมการตลาดโดย ไม่จำเป็นที่จะใช้ตัวอย่างหรือสาธิตอีกต่อไป แต่ต้องหันไปเน้นการสร้างความชอบตราสินค้าให้มากขึ้น (Brand preferences) การโฆษณาจะหันไปเน้นให้ลูกค้าเจาะจงเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ของเรา แทนที่จะซื้อของคู่แข่งขัน
การที่ยอดขายเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ความต้องการของผู้ซื้อแสดงอย่างชัดแจ้งว่า เป็นแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นทำให้มีการกระจายสินค้า การจัดจำหน่ายให้กว้างขวางมากขึ้น การสินค้าไปให้กับสมาชิกต่างๆ ในช่องทางการจำหน่าย ก่อให้เกิดภาพลักษณ์ที่แสดงแนวโน้มของตลาดที่ดี โดยเฉพาะในกรณีสินค้าอุปโภค



ขั้นตลาดอิ่มตัว (Market Maturity)
วงจรขั้นอิ่มตัวเกิดจากผู้ซื้อส่วนใหญ่ได้ซื้อผลิตภัณฑ์มาบริโภคกันทั่วหน้า ประกอบกับมีคู่แข่งขันมาเสนอขายผลิตภัณฑ์ชนิดเดียวกันเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ เป็นส่วนส่งเสริมให้ลูกค้าต่าง ๆ มีโอกาสซื้อผลิตภัณฑ์เร็วขึ้น คู่แข่งขันที่เพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ เกิดจากแรงจูงใจด้านกำไรที่ดี จะทำให้ส่วนแบ่งของตลาดที่ผู้ผลิตแต่ละรายได้รับลดน้อยลง ประกอบกับผู้ซื้อเริ่มให้ความสนใจน้อยลง ยอดขายจะไม่เพิ่มขึ้นมากเหมือนขั้นตลาดเจริญเติบโต และในที่สุดอัตราการเพิ่มจะหยุดนิ่ง หากไม่มีการแก้ไข ความต้องการ ในตลาดสินค้านี้จะตกต่ำลง อาจเพราะลูกค้ามีสินค้านี้แล้ว ลูกค้าเบื่อหน่ายแล้ว หรือต้องการแสวงหาสินค้าใหม่หรืออาจเพราะผู้ผลิตได้ แนวคิดผลิตภัณฑ์ใหม่
การที่มีคู่แข่งขันเข้ามาในตลาดมากทำให้ผู้ผลิตทุกรายต้องพยายามแย่งส่วนแบ่งตลาด ให้มากที่สุด จึงต้องมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงผลิตภัณฑ์ให้แปลกใหม่ด้วยวิธีการต่างๆ เพื่อสร้างความแตกต่างให้กับตัวผลิตภัณฑ์ (Product differentiation)
ขั้นยอดขายตกต่ำ (Sale Decline)
เมื่อผลิตภัณฑ์ใหม่ขึ้นถึงจุดอิ่มตัว หากไม่ได้รับการแก้ไข้ ผลิตภัณฑ์นั้นจะเริ่มมียอดขายลดลงเรื่อย ๆ อาจเนื่องมาจากผลิตภัณฑ์ใหม่กว่ามาแทนที่ในตลาด ลูกค้าจึงหันไปซื้อผลิตภัณฑ์ใหม่แทน การที่ยอดขายลดลง จะทำให้ส่วนแบ่งตลาดของผู้จำหน่ายแต่ละรายลดลงไปด้วย ดังนั้น การขาดทุนจะเกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ผู้ผลิตที่มีฐานะการเงินมั่นคง มีส่วนแบ่งตลาดมากกว่าอาจจะอยู่ในตลาดเพื่อเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ต่อไป แต่ผู้ผลิตรายเล็ก ๆ ที่มีทุนน้อยจะค่อย ๆ ถอนตัวออกจากตลาดเพราะไม่สามารถรับภาระการขาดทุนได้
กลยุทธ์การตลาดในขั้นแนะนำผลิตภัณฑ์
1. การตั้งราคาสูงอย่างฉับพลัน เป็นการนำสินค้าใหม่ออกสู่ตลาดด้วยการตั้งราคาสูง และมีการส่งเสริมการตลาดในระดับสูง การตั้งราคาสูงมีจุดมุ่งหมายที่จะได้ผลกำไรต่อหน่วยสูง ส่วนการส่งเสริมการตลาดในระดับสูง การตั้งราคาสูงมีจุดมุ่งหมายที่จะได้ผลกำไรต่อหน่วยสูง ส่วนการส่งเสริมการตลาดสูงเพื่อให้ลูกค้ารับรู้และรู้จักสินค้าให้มาก เพื่อจะได้ตัดสินใจซื้อสินค้าได้
2. การตั้งราคาสูงอย่างช้า เป็นการนำสินค้าใหม่ออกสู่ตลาดด้วยการตั้งราคาสูง แต่มีการส่งเสริมการตลาดในระดับต่ำ กลยุทธ์นี้จะใช้ได้ผลดีเมื่อตลาดมีขนาดจำกัด ลูกค้ารู้จักผลิตภัณฑ์ดีอยู่แล้ว และผู้ซื้อมีความเชื่อมั่นในคุณภาพสินค้าจึงยอมจ่ายในราคาสูงได้
3. การตั้งราคาต่ำอย่างฉับพลัน เป็นการนำผลิตภัณฑ์ใหม่เข้าสู่ตลาดด้วยราคาต่ำกว่าคู่แข่งขัน แต่มีการส่งเสริมการตลาดในระดับสูง ผู้ผลิตมีเป้าหมายเพื่อการเจาะตลาดที่รวดเร็ว ต้องการส่วนแบ่งตลาดให้มากที่สุด กลยุทธ์นี้จะใช้ได้ผลดีเมื่อตลาดมีขนาดใหญ่ ลูกค้ารู้จักสินค้าน้อย แต่ลูกค้ามีความไวต่อราคา กล่าวคือ เมื่อเห็นว่าผลิตภัณฑ์ราคาถูกกว่าจะเปลี่ยนใจมาซื้อทันที เพราะพวกเขาไม่ยึดติดในตรายี่ห้อ
4. การตั้งราคาอย่างช้า เป็นการนำผลิตภัณฑ์ใหม่เข้าสู่ตลาดด้วยราคาต่ำและมีการส่งเสริมการตลาดต่ำ การตั้งราคาต่ำทำให้บริษัทสามารถเจาะตลาดได้อย่างรวดเร็ว ส่วนการส่งเสริมการตลาดต่ำ ทำให้สามารถประหยัดต้นทุนในการสื่อสารการตลาดได้
กลยุทธ์การตลาดในขั้นตลาดเติบโต
1. การเพิ่มรูปลักษณ์ใหม่ของสินค้า เนื่องจากเมื่อจำนวนลูกค้ามากขึ้น ความต้องการที่หลากหลายย่อมเกิดขึ้น ดังนั้นความหลากหลายของสินค้าจึงเป็นสิ่งที่จำเป็น
2. การขยายช่องทางการจำหน่าย จำนวนลูกค้าที่เพิ่มขึ้นมาจากหลาย ๆ พื้นที่ ดังนั้นผู้ผลิตจะต้องขยายช่องทางการจำหน่ายให้กว้างขวางขึ้น เพื่อให้ลูกค้าเกิดความสะดวกในการจับจ่ายใช้สอย
3. การสงเสริมการตลาดให้เกิดความชอบในตราสินค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งวัตถุประสงค์ของการโฆษนาต้องเปลี่ยนจากการสร้างการรับรู้(Awareness) มาเป็นการสร้างความในตัวสินค้า (Preference) แทน เพื่อให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อสินค้าของเราแทนการซื้อสินค้าของคู่แข่งขัน
กลยุทธ์การตลาดในขั้นอิ่มตัว
1. การปรับปรุงตลาด เช่น การดูดผู้ที่ไม่เคยใช้สินค้าให้หันมาใช้สินค้า การเข้าสู่ตลาดใหม่ ๆ ที่ลูกค้ามีศักยภาพที่จะซื้อสินค้าได้ นอกจากนี้อาจจะใช้วิชาการเพิ่มความถี่ในการใช้หรือเพิ่มโอกาศในการใช้สินค้าให้แก่ลูกค้าเดิมก็ได้
2. การปรับปรุงผลิตภัณฑ์ ได้แก่ การปรับปรุงคุณภาพของสินค้าให้ดีขึ้น การปรับปรุงรูปลักษณะของสินค้าให้ดูทันสมัยยิ่งขึ้น รวมทั้งการออกแบบสินค้าให้ตรงตามความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนไป
3. การปรับปรุงส่วนประสมทางการตลาด เช่น การลดราคาสินค้าลงจากเดิม เนื่องจากต้นทุนในการผลิตต่อหน่วยลดลงอันเนื่องมาจากการผลิตขนาดใหญ่ (Economies of Scale) การเพิ่มช่องทางการจำหน่ายใหม่ๆ เช่น ออนไลน์มาร์เก็ตติ้ง การสื่อสารตลาดด้วยวิธีการทำ IMC (Integrated Marketing Communication) เป็นต้น
กลยุทธ์การตลาดในขั้นตกต่ำ
1. การเร่งระบบสินค้าออกจากตลาด เมื่อแนวโน้มสินค้ากำลังจะไม่เป็นที่ต้องการตลาดผู้ผลิตจะต้องใช้การลดราคามาก ๆ เพื่อระบายสินค้าออกไป
2. การเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากตลาด การเลิกใช้สินค้าของลูกค้าไม่ได้เกิดขึ้นในทันทีทันใด ดังนั้นผู้ผลิตยังคงจำหน่ายสินค้าให้แก่กลุ่มลูกค้าที่เข้ามาทีหลังได้ เช่น โทรศัพท์มือถือแบบจอธรรมดายังสามารถจำหน่ายให้แก่ลูกค้าที่เข้ามาใช้โทรศัพท์มือถือในระยะหลังๆ ได้
3. การออกจากตลาด หากผู้ผลิตเห็นค่าการจำหน่ายต่อนำมาซึ่งการขาดทุนที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ควรตัดสินใจเลิกผลิตสินค้าชนิดนั้น แล้วหาทางพัฒนาสินค้าใหม่ขึ้นมาทดแทน







                           วงจรชีวิตผลิตภัณฑ์(Product Li fe Cycle)
                   Framework  Management Tool Box  ด้าน  Planning

1. แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์
•     แนวคิดเกี่ยวกับวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์เป็นความพยายามในการอธิบายถึงความสัมพันธ์ระหว่างยอดขาย กำไร ลูกค้า และคู่แข่งขัน ตลอดระยะเวลาของวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์นั้น ความรู้และความเข้าใจในลักษณะของวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ของนักการตลาด จะช่วยให้กิจการสามารถพัฒนาส่วนประสมการตลาดได้ถูกต้อง
 2. เครื่องมือนี้คือ วงจรชีวิตผลิตภัณฑ์(PLC)    เป็นประวัติการเจริญเติบโตของยอดขาย และกำไรของผลิตภัณฑ์  องค์ประกอบ ของ วงจรชีวิตผลิตภัณฑ์(PLC)
•     ขั้นแนะนำ(Introduction)
•     ขั้นเจริญเติบโต(Growth)
•     ขั้นอิ่มตัว หรือเติบโตเต็มที่(Maturity)
•     ขั้นถดถอย(Decline)        
•     วงจรชีวิตผลิตภัณฑ์     

 วงจรชีวิต

  3. เครื่องมือใช้เพื่ออะไร
เป็นที่มีประโยชน์ทางด้านการจัดการเชิงกลยุทธ์ อย่างมาก เพื่อจะช่วยให้ผู้บริหารมอง  ยอดขาย ของผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่การนำผลิตภัณฑ์ตั้งแต่การนำผลิตภัณฑ์ตั้งแต่ นำผลิตภัณฑ์ออกจำหน่าย  เข้าสู่ ขั้นเจริญเติบโต   ข้นเจริญเติบโตเต็มที่ จนกระทั้งถึงขั้นตกต่ำ
4. ข้อดี-ข้อเสีย
ข้อดี
                ช่วยให้นักการตลาดจะต้องวางแผนการตลาดและการสื่อสารการตลาดอย่างดีที่สุดเพื่อไม่ให้ผลิตภัณฑ์ของตนต้องลงไปอยู่ในช่วงของขั้นตกต่ำ อันจะนำความเสียหายมาสู่กิจการได้
ข้อเสีย
                คือ ผลิตภัณฑ์ อาจเกิดความไม่แน่นอนเสมอไปที่ผลิตภัณฑ์ทุกอย่างจะต้องมีจุดจบตามช่วงวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์เสมอไป บางครั้งผลิตภัณฑ์บางอย่างสามารถเริ่มต้นใหม่ด้วยการหาตำแหน่งใหม่ได้นั่นก็คือ อยู่ที่กลยุทธ์ของแต่ละกิจการในการรักษาตำแหน่งของผลิตภัณฑ์ของตนเอาไว้ให้คงอยู่ในระดับช่วงเวลาที่สูงสุดของวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ได้ตลอดไป
5.ใช้อย่างไร    ตัวอย่าง กาแฟเนเจอกิฟ
•     กาแฟลดน้ำหนัก             ซึ่งมีราคาสูงกว่ากาแฟทั่วไป
 6. กรณีศึกษา  :  The Pizza
อยู่ใน Product life cycle (PLC) ช่วงอิ่มตัว  หรือเจริญเติบโตเต็มที่  พิจารณาจาก  ยอดขายเพิ่มขึ้นในอัตราที่ลดลง  ความต้องการของผู้บริโภคเริ่มอิ่มตัว  ดูจากตลาดรวมในกรณีศึกษาได้บอกไว้ว่า  เริ่มถึงจุดอิ่มตัว  ยอดขายจะสูงสุดในขั้นนี้    แต่เนื่องจากเดอะพิซซ่า มีการปรับปรุงโดยใช้กลยุทธทางการตลาด ทั้ง การพัฒนาผลิตภัณท์ ( Product Modified   และ การพัฒนาตลาด (Market  Development ) ทำให้สามารถสร้างยอดขายได้อย่างต่อเนื่อง เป็นการยืดอายุผลิตภัณท์
ขอขอบคุณ  พรรณเพ็ญ   สุนทรวิภาค

วันศุกร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2561



                                 4ms


เป็นหลักการบริหารโดยทั่ว ๆ  ไป ทุกหน่วยงาน ทุกองค์กรจะต้องนำหลักทฤษฎีทั้ง 4 ข้อ ไปใช้ในการบริหาร แน่นอนในร้านอาหารก็จะต้องนำเอาทฤษฎีทั้งสี่ข้อไปใช้ในการดำเนินธุรกิจ 
  คน/ Men   ร้านอาหารทุกแห่งในโลกนี้จะต้องมีคน  จะมีคนมาก หรือมีคนน้อยก็อีกเรื่องหนึ่ง  แต่ร้านอาหารจะขาดคนไม่ได้   อาหารที่ถูกปรุงนั้น เป็นการปรุงโดยคน อาหารที่รับประทานนั้นทำโดยคน   ผมว่าในโลกนี้คงไม่มีร้านอาหารที่ไม่มีคนทำงาน  การบริหารคน  การเอาคนมาทำงาน การเอาคนมาฝึกให้เขารู้จักการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพนั้น ถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญมาก  จะเอาคนแบบไหนมาเป็นพ่อครัวแม่ครัว จะเอาคนแบบไหนมาเป็นคนเสิร์ฟอาหาร ผู้บริหารจะต้องรู้จักวางคนให้ตรงกับงาน มอบหมายงานให้ตรงกับคน
มีคนที่เคยเป็นพ่อครัวร้านอาหารคนหนึ่ง เขาไปบอกกับเพื่อนผมว่าให้เปิดร้านอาหารไทย เขาจะช่วยเป็นพ่อครัวให้  เพื่อนผม  ซึ่งเขาไม่เคยรู้เรื่องการทำร้านอาหารเลย เคยเห็นแต่คนอื่นเขา เพื่อนผมก็เลยลองลงทุนทำร้านอาหาร เป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดอย่างมาก  มีเพื่อนเป็นพ่อครัวคนเดียวเปิดร้านอาหารไทยในอเมริกา มีคนกล้าทำแบบนั้นหรือ ?  เพื่อนผมคนนั้นเขากล้ามาก เพื่อนที่เป็นพ่อครัวบอกว่าจะมีคนมาช่วย ขอให้เปิดร้านเท่านั้น มีคนมาทำงานอย่างแน่นอน  พอเปิดร้านก็ปรากฎว่าไม่มีคนช่วยงาน เปิดร้านได้ไม่ถึง 4 เดือนก็ล้ม  ลงทุนด้วยเงินเป็นหมื่นเป็นแสน สุดท้ายก็เป็นหนี้เป็นสิน  ก็ถือว่าเก่งครับ ดีกว่าผม เก่งกว่าผม  เพราะว่าผมยังไม่เคยมีโอกาสได้เป็นเจ้าของร้านอาหารเลย  การเปิดร้านอาหารได้นั้น เป็นขั้นตอนของการเริ่มต้น  การบริหารร้านให้ได้  10-20 ปี และมีกำไร คือ สิ่งที่สำคัญ
  เงิน /Money   ก็เป็นปัจจัยสำคัญขององค์กร  วัด โรงเรียน โรงพยาบาล คุก  ร้านอาหาร ตลอดถึงครอบครัวของแต่ละคน ล้วนแต่เป็นองค์กร ซึ่งจะต้องใช้เงินในการบริหาร  ผมเคยได้ยินว่า รัฐบาลไทยมีนโยบายส่งเสริมให้มีร้านอาหารไทยไปทั่วโลก โดยรัฐบาลจะจัดหาแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำให้กับบรรดาผู้ที่จะทำธุรกิจร้านอาหาร   เงินเป็นปัจจัยสำคัญในการลงทุนทำธุรกิจร้านอาหาร  ผู้บริหารจะต้องรู้จักจัดการเรื่องการเงิน  จะต้องรู้จักใช้จ่ายเงิน อันไหนจำเป็น อันไหนสำคัญ อันไหนมาก่อน อันไหนมาที่หลัง ผู้บริหารจะต้องรู้ เอาเงินจากไหนไปซื้อข้าวสาร เอาเงินจากไหนไปซื้อผัก ซื้อเนื้อ เอาเงินที่ไหนมาจ่ายให้คนงาน ? ผู้บริหารร้านจะต้องรู้สิ่งเหล่านั้น
เพื่อนผมคนเดิมนั่นแหละครับ  เขาจะเปิดร้านอาหาร     เขาก็ไปยืมเงินจากคุณพ่อคุณแม่ และพี่ ๆ  น้อง ๆ  ของเขา ตลอดถึงเพื่อนที่ใกล้ชิดเขา  แต่โชคดีที่เขาไม่มาขอยืมจากผม เขาเคยพูดเรื่องเงินกับผม แต่ยังไม่ถึงขั้นขอยืมเงิน  คุณพ่อคุณแม่ของเขาก็พอมีเงิน เพราะได้สะสมเงินไว้หลายปี เก็บเล็กผสมน้อยเอาไว้ คงจะคิดว่าสักวันหนึ่งจะเดินทางไปเที่ยวหาญาติพี่น้องที่เมืองไทย  ไปหาเพื่อน ๆ  ที่เมืองไทย  แต่ก็ต้องเอาเงินที่เก็บไว้ไปให้ลูกชายลงทุนเปิดร้านอาหารไทย ปรากฎว่าเงินที่เก็บเล็กผสมน้อยมาเป็นเวลาหลายปี ก็ศูนย์สลายไปในระยะเวลาไม่กี่เดือน    ตัวเองไม่มีความรู้เรื่องการบริหารคน ไม่มีความรู้เรื่องการบริหารเงิน จะไปทำธุรกิจได้อย่างไร ?
บางคน พอได้เป็นเจ้าของร้านอาหารได้ไม่กี่เดือนก็ออกรถเบนซ์  ออกรถ BMW เอามาขับอวดคนอื่นแล้ว  เขายังไม่รู้เลยว่าทุนอยู่ที่ไหน  กำไรอยู่ที่ไหน  ผมก็ไม่เดือดร้อนอะไรหรอก ใครจะรถเก๋งคันงามอ่างไร ใครเขาจะอวดรถ อวดเรืออย่างไรก็เป็นเรื่องของเขา ผมก็พูดตามภาษาคนที่มีความรู้น้อยมีประสบการณ์น้อย ผมเป็นแค่ผู้ช่วยแม่ครัวในร้านอาหาร
Material / วัสดุอุปกรณ์ และข้าวของเครื่องใช้ในร้าน  โต๊ะเก้าอี้ในร้านจะต้องมีสภาพที่สะอาด มีความสมบูรณ์ในการใช้งานร้อยเปอร์เซ็นต์ ถ้วยจานที่ใช้จะต้องมีความสวยงาม และสะอาด ถ้าจานมีรอยแตกเพียงเล็กน้อย(รอยแตกเพียงเล็กน้อย) คุณเอามาใส่ข้าวให้ฝรั่งกิน เขาอาจจะเดินหนี  บางคนอาจจะกิน แต่เป็นการกินครั้งสุดท้ายในร้านของคุณ และก็จะพูดกับเพื่อนทั้งโทรศัพท์ และพูดปากต่อปากกับเพื่อน ๆ  ว่า อย่าไปกินข้าวที่ร้านอาหารของคุณ
Management / การบริหาร  จะต้องบริหารคนให้เป็น  จะต้องบริหารเงินให้เป็น  จะต้องบริหารวัสดุอุปกรณ์ให้เป็น  จะต้องมีความรู้ในการคัดเลือกเอาคนมาร่วมงานกับเรา สำหรับคนที่ไม่เคยทำงาน ไม่เป็นงาน เราก็จะต้องฝึกให้เขารู้จักการทำงาน และทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ  ทำอย่างไรให้คนที่เป็นงานแล้วอยู่ร่วมงานกับเราไปตลอด  บางครั้ง บางคน เงินก็ไม่สามารถทำให้เขาอยู่ช่วยงานกับเรา  มันอาจจะมีปัจจัยอื่นด้วยที่จะทำให้เขาอยู่กับเรา ไม่ใช่เงินอย่างเดียว
ถ้าคุณไม่มีความรู้เรื่องการบริหารคน การบริหารเงิน การบริหารวัสดุอุปกรณ์  มันก็จะเป็นเหมือนกับเพื่อนผม คือ เปิดร้านอาหารไทยได้แค่ 4 เดือน แล้วร้านก็ล้ม   แต่ก็ถือว่าดีกว่าผม  เพราะผมก็ยังไม่มีความรู้ และไม่มีประสบการณ์ขนาดเป็นเจ้าของร้าน  ผมเป็นแค่ผู้ช่วยครัวของร้าน  แต่ตอนนี้ผมถือว่าผมดีกว่าเพื่อนผมคนนั้น เพราะว่าผมไม่ได้เป็นหนี้อะไรใคร  ผมไม่เคยมีรถเก๋งคันงามขับเหมือนเพื่อนคนนั้น แต่ผมก็ไม่ได้อยู่แบบลบ ๆ  ซ่อน ๆ  บรรดาเจ้าหนี้  มีรถเก๋งคันงามขับก็ให้มีความสง่าผ่าเผย อย่าลบ ๆ ซ่อน ๆ  เพื่อนที่เป็นเจ้าหนี้   ชีวิตแบบนั้นมันไม่มีความสุขหรอก  

ถ้ามีเวลาผมจะเขียนถึงเรื่องการทำงานกับฝรั่ง ผมโชคดีที่ได้ทำงานกับคนไทย และก็ได้ทำงานกับพวกฝรั่ง เป็นชีวิตที่มีกำไรมาก ไม่ได้มีตำแหน่งงานอะไรที่ใหญ่โต แต่ก็มีชีวิตที่มีความสุข

วันพฤหัสบดีที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2561

โปรแกรม ฟรีแวร์


                                    6  โปรแกรม ฟรีแวร์



1. Avidemux เครื่องมืออเนกประสงค์สำหรับไฟล์วิดีโอ

เวลาเราไปคนหารายชื่อโปรแกรมตัดต่อวิดีโอ (Video Editing) แบบฟรีแวร์ เราก็มักจะพบชื่อของ Avidemux ด้วยอยู่เป็นประจำ แต่ในความเห็นของเราแล้ว Avidemux น่าจะจัดว่าเป็นโปรแกรมประเภท “Video Tools” มากกว่าครับ แต่ถ้าเราตีความคำว่า “Editing” แบบตรงตัวว่าเป็นการแก้ไข Avidemux ก็เป็นตามนั้นครับ
Avidemux ไม่ได้เป็นโปรแกรมสำหรับการตัดต่อในลักษณะของ Non-Linear ครับ แต่ว่าเป็นการทำงานโดยตรงกับไฟล์วิดีโอนั้น ๆ เลย ดังนั้นการทำงานกับ Avidemux เราควรจะทำสำเนาไฟล์มาใช้แล้วเก็บต้นฉบับแยกออกไปจะดีที่สุดครับเพราะถ้าพลาดมานี่ทำอะไรไม่ได้แล้วนะครับ แม้ว่าตอนที่ Export ไฟล์โปรแกรมจะถามชื่อไฟล์ชนิดไฟล์ที่ต้องการ Export บางครั้งเราก็ลืม Export ไฟล์ต้นฉบับไปก็มี
ส่วนคุณสมบัติในการทำงานของ Avidemux ก็มีหลายอย่างครับ เช่นการ Trim หรือตัดเฉพาะส่วนที่ต้องการของไฟล์วิดีโอเพื่อนำไปใช้งาน ซึ่งมีประโยชน์มากครับเวลาเราทำงานกับไฟล์วิดีโอจำนวนมากและมีขนาดใหญ่ เพราะบางครั้งถ้าเราไม่เลือกส่วนที่ต้องการจริง ๆ แล้ว Import ไฟล์ต้นฉบับเข้าไปทั้งหมดบางโปรแกรมจะใช้เวลานานครับ เสียเวลาไปโดยใช่เหตุ และที่สำคัญเวลาเราเลือกช่วงเวลาของวิดีโอแล้วทำให้เราพอที่จะจินตนาการงานที่จะนำไปทำต่อได้เลยครับ เรียกว่าเป็นการวางแผนขั้นแรกไปในตัว นอกจากนี้เราก็สามารถใส่ฟิลเตอร์ของแสง ใส่ซับไตเติล เติมสี กำหนด Transform ครอบส่วนที่ต้องการ ย่อขนาด ปรับเปลี่ยนเฟรมเรต จับภาพจากวิดีโอ รวมไปถึงการแยกเสียงออกจากไฟล์วิดีโอเพื่อนำไปใช้งานต่างหากได้ และคุณสมบัติอื่น ๆ อีกมากมายครับ
Avidemux เป็นโปรแกรมแบบโอเพ่นซอร์ส มีให้ใช้งานทั้งบนวินโดวส์ แมคโอเอส และลินุกซ์ โดยในเวอร์ชันวินโดวส์นั้นก็มีเวอร์ชันแบบ 32 บิต และ 64 บิต ให้เลือกใช้งานตามเวอร์ชันของวินโดวส์ที่เราใช้งานอีกด้วย
ดาวน์โหลด Avidemux: http://fixounet.free.fr/avidemux/

2. HandBrake แปลงไฟล์ได้ ไม่ต้องเบรค

โปรแกรมตัดต่อวิดีโอส่วนใหญ่มักจะจดจำรูปแบบในการ Export ไฟล์ครั้งสุดท้ายที่เราได้ทำเอาไว้ และบางครั้งเวลาเราทำงานชิ้นใหม่เสร็จด้วยความรีบหรือลืมก็แล้วแต่ เราก็อาจจะ Export ไฟล์ออกมาผิดประเภทไม่ตรงกับที่เราต้องการ แต่ถ้าจะให้ Export ไฟล์ใหม่อีกครั้งก็อาจจะเป็นเรื่องที่เสียเวลา หรือในบางกรณีที่เรา Export ไฟล์ออกมาแล้วทุกอย่างถูกต้องไม่ได้มีปัญหาอะไร แต่ว่าต้องการอัปโหลดแบบด่วน ๆ เพื่อให้เพื่อนรวมงานหรือลูกค้าตรวจสอบความถูกต้อง ซี่งบางครั้งก็ไม่จำเป็นต้องใช้ไฟล์ที่มีขนาดใหญ่เราก็อาจจะแปลงไฟล์ให้เป็นฟอร์แมตอื่นที่มีขนาดเล็กเพื่อส่งให้ดูผ่านทางสมาร์ทโฟนได้อย่างรวดเร็ว
และหนึ่งในโปรแกรมที่จะช่วยในการแปลงไฟล์วิดีโอได้อย่างรวดเร็วก็คือ HandBrake โปรแกรมนี้มีชื่อเสียงในการเรื่องการแปลงไฟล์วิดีโอต่าง ๆ มาเป็นเวลานานแล้วครับ เป็นโปรแกรมที่แปลงไฟล์วิดีโอได้ค่อนข้างรวดเร็วเพราะตัวโปรแกรมพัฒนาออกมาให้รองรับชุดคำสั่งทางด้านมัลติมีเดียที่มีความเกี่ยวข้องกับการเข้ารหัสและถอดรหัสไฟล์วิดีโอของซีพียูโดยตรงครับ
ในการแปลงไฟล์วิดีโอด้วยโปรแกรม HandBrake ก็ทำได้ง่าย ๆ ด้วยการเปิดไฟล์ต้นฉบับและเลือกชนิดและรูปแบบของไฟล์เอาต์พุตที่ต้องการได้เลย และยังสามารถปรับแต่งรายละเอียดของการแปลงไฟล์ได้อีกด้วย รวมไปถึงการสั่งให้แปลงไฟล์หลาย ๆ ไฟล์ได้อีกเช่นกัน แต่ไม่ได้แปลงพร้อมกันนะครับ แต่เป็นการแปลงไปทีละไฟล์ เพียงแต่เราสามารถใส่รายชื่อของไฟล์ที่ต้องการแปลงได้มากกว่าหนึ่งไฟล์ครับ หน้าจอของโปรแกรมนี้ดูแล้วอาจจะมีรายละเอียดมากอยู่สักหน่อย แต่ก็ทำความเข้าใจได้ไม่ยากครับ
Handbrake ก็เป็นโปรแกรมประเภทโอเพ่นซอร์สเช่นกันครับมีเวอร์ชันสำหรับวินโดวส์ แมคโอเอส และลินุกซ์
ดาวน์โหลด HandBrake: https://handbrake.fr/

3. Any Video Converter Free Edition แปลงวิดีโอง่าย ไม่ต้องคิดมาก

นอกจากโปรแกรม HandBrake แล้วโปรแกรมอื่น ๆ ที่ใช้ในการแปลงไฟล์วิดีโอได้ดีและง่ายก็มีอีกครับ เช่น Any Video Converter Free Edition ที่เรากำลังจะแนะนำ แต่ว่าเวลาติดตั้งแนะนำให้เลือกแบบ Custom Install นะครับ เพราะถ้าตอบ Yes อย่างเดียวอาจจะมีโปรแกรมอื่น ๆ แถมมาด้วย เช่นตอนนี้ก็จะเป็นโปรแกรมเกมออนไลน์แบบ Free to Play ซึ่งโปรแกรมพวกนี้ก็เป็นการหารายได้เพิ่มเติมของทางผู้พัฒนาครับ คือถ้ามาพร้อมกับโปรแกรมดี ๆ ก็ดีไปครับ ดังนั้นเวลาติดตั้งซอฟต์แวร์ที่เป็นฟรีแวร์ทั้งหลายระวังตรงนี้ไว้สักนิดก็ดีครับ
AVC Free Edition เหมาะสำหรับการแปลงไฟล์แบบเร่งด่วนแบบไม่คิดอะไรมากครับ เพราะมีรูปแบบของไฟล์ที่ต้องการแปลงให้เลือกหลายรูปแบบ โดยเฉพาะการแปลงไฟล์เพื่อนำไปใช้กับอุปกรณ์ต่าง ๆ เช่นสมาร์ทโฟน หรือแท็บเล็ต AVC Free Edition จะเก่งมากครับ
AVC Free Edition สามารถแปลงไฟล์ภาพยนตร์จาก DVD มาเป็นไฟล์เพื่อใช้ตัดต่อได้ และในขณะเดียวกันก็มีเครื่องมือสำหรับการนำไฟล์วิดิโอไปทำเป็นแผ่น DVD ได้เช่นกัน พร้อมด้วยฟังก์ชันสำหรับการเล่นไฟล์และแผ่น DVD ได้ในตัวครับ นอกจากนี้ก็ยังมีเครื่องมือช่วยในการดาวน์โหลดวิดีโอจาก Youtube แล้วแปลงให้เป็นไฟล์เสียงมาให้อีกด้วย ตรงนี้อย่าเพิ่งมองเป็นเรื่องละเมิดลิขสิทธิ์นะครับ เพราะมีช่องอย่างเช่น NCS ที่อนุญาตให้เรานำเพลงต่าง ๆ ไปใช้ได้ฟรี เพียงแค่ทำให้ถูกต้องเช่น ใส่ชื่อเพลง ใส่ชื่อที่มา อะไรประมาณนี้ครับ
ในภาพรวม AVC Free Edition ก็ถือได้ว่าเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เราประหยัดเวลาในหลาย ๆ เรื่องได้เป็นอย่างดีครับ เหมาะสำหรับแปลงวิดีโอแล้วส่งต่อให้ตรวจสอบหรือไปใช้งานทั่วไปที่ไม่ต้องการคุณภาพในการแปลงไฟล์มากนัก แต่ถ้าจะเน้นคุณภาพก็แนะนำให้ใช้ HandBrake จะดีกว่าครับ
ดาวน์โหลด Any Video Converter Free Edition : http://www.any-video-converter.com/download-avc-free.php

4. Audacity แต่งเติมเสริมเสียง

คิดว่าหลายคนก็คงจะรู้จักกับโปรแกรม Audacity เป็นอย่างดีแล้วนะครับ แต่สำหรับอีกหลายคนที่ไม่เคยลองใช้โปรแกรมนี้ก็บอกได้เลยครับว่าถ้าได้ลองใช้แล้วก็แทบจะไม่อยากไปใช้งานโปรแกรมอื่นอีกเลยครับ เพราะโปรแกรมนี้นอกจากจะมีความดีที่เป็นโอเพ่นซอร์สที่ให้เราใช้งานได้ฟรีแล้ว ก็ยังมีความสามารถในการทำงานเกี่ยวกับทางด้านเสียงที่ครอบคลุมทุกความต้องการเลยก็ว่าได้ และเป็นโปรแกรมฟรีอีกหนึ่งโปรแกรมที่ผู้ใช้งานในระดับมืออาชีพชื่นชอบมากกว่าโปรแกรมเสียเงินด้วยซ้ำไป
โปรแกรมนี้รองรับไฟล์เสียงได้หลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็น WAV, AIFF, MP3, OGG และ FLAC แต่ถ้าต้องการที่นอกเหนือกว่านี้ก็สามารถไปดาวน์โหลด Plug-in มาติดตั้งเพิ่มเติมได้ครับ Audacity นอกจากจะทำหน้าที่ในการปรับแต่งเสียงแล้วยังสามารถใช้เป็นโปรแกรมบันทึกเสียงได้อีกด้วยนะครับเราสามารถตั้งค่ารายละเอียดของการบันทึกเสียงได้หลายอย่างเช่นกัน และเมื่อได้ไฟล์เสียงมาแล้วเราก็สามารถที่จะเพิ่มลดความดังของเสียง ตัดเสียงรบกวน เพิ่มลดความเร็ว ใส่เอฟเฟคต่าง ๆ ให้กับไฟล์เสียงของเราได้ สารพัดรูปแบบครับ
Audacity เป็นโปรแกรมแบบโอเพ่นซอร์สที่มีทั้งเวอร์ชันสำหรับวินโดวส์ แมคโอเอส และลินุกซ์ เช่นเดียวกันกับโปรแกรมโอเพ่นซอร์สตัวอื่น ๆ ครับ
ดาวน์โหลด Audacity: http://www.audacityteam.org/


5. Free Video Volume Booster แรงมาก็ลดไป เบาไปก็เพิ่มได้

บางครั้งเราถ่ายวิดีโอพร้อมกับเสียงไว้เรียบร้อยลงตัวดีแล้วโดยไม่จำเป็นต้องการตัดต่อใด ๆ เพิ่ม แต่ว่าเสียงที่ได้อาจจะเบาไปหรือดังไป เราก็สามารถใช้โปรแกรม Free Video Volume Booster เพิ่มหรือลดเสียงจากไฟล์วิดีโอได้โดยตรง และการปรับแต่งค่าเสียงก็ง่ายมากครับแค่ใส่ตัวเลขเกณฑ์การขยาย (dB) ลงไปเท่านั้น ซึ่งใส่ได้ทั้งการเพิ่มเสียงและลดเสียงครับ และถ้าเรามีไฟล์วิดีโอหลายไฟลที่ต้องการลดหรือเพิ่มเสียงก็ทำได้เช่นกันครับ แค่เพิ่มรายชื่อเข้าไปในรายการเท่านั้นเอง นอกจากจะสามารถลดหรือเพิ่มระดับเสียงได้แล้ว เรายังสามารถที่จะเปลี่ยนชนิดข้อมูลของแทร็กเสียงในไฟล์วิดีโอได้อีกด้วย เช่น เปลี่ยนจาก MP3 ให้เป็น AAC หรือ AC3 ก็ได้
ดาวน์โหลด Free Video Volume Booster: http://www.dvdavitools.com/free-video-volume-booster/


6. VSDC Free Audio Converter & VSDC Free Video Converter แนะนำเป็นแพ็คคู่ แปลงทั้งเสียง แปลงทั้งวิดีโอ

เปิดท้ายด้วยสองโปรแกรมคู่กันไปเลยครับจากค่าย VSDC ที่เราเคยแนะนำ VSDC Free Video Editor กันไปเมื่อครั้งก่อน นอกจากจะมีโปรแกรมตัดต่อวิดีโอฟรีให้ใช้แล้ว VSDC ยังมีโปรแกรมสำหรับแปลงไฟล์เสียง VSDC Free Audio Converter และโปรแกรมสำหรับแปลงไฟล์วิดีโอ VSDC Free Video Converter ให้เราได้ใช้งานกันอีกด้วยครับ เป็นค่ายที่ใจดีจริง ๆ (และทำให้ผู้เขียนเสียเงินอัปเกรด VSDC Free Video Editor เป็นเวอร์ชัน Pro Edition ไปเรียบร้อยแล้วครับ ช่วงนี้มีโปรโมชัน 19.99 USD หรือเจ็ดร้อยกว่าบาทเท่านั้นสำหรับโปรแกรมตัดต่อวิดีโอถูกมากครับ)
การใช้งานของทั้งสองโปรแกรมนี้ก็เป็นไปในรูปแบบที่เรียบง่ายครับ เมื่อเปิดโปรแกรมขึ้นมาแล้วก็เลือกไฟล์ต้นฉบับที่ต้องการแปลง จากนั้นก็ไปเลือกชนิดและรูปแบบของไฟล์ปลายทางที่ต้องการจะให้เป็นก็แค่นี้ครับ ง่ายจริง ๆ
สำหรับไฟล์เสียงที่ VSDC Free Audio Converter รองรับก็ได้แก่ MP3, Windows Media Audio (WMA/ASF), QuickTime Audio (MP4/M4A/AAC), Real Audio (RM/RA), Vorbis Audio (OGG), Mobile Audio (AMR), Creative Voice (VOC), Sun Audio (AU), Wave Audio (WAV/AIFF) และ FLAC ดูแล้วก็ครอบคลุมแทบจะทุกฟอร์แมตที่นิยมใช้งานกันแล้วครับ

20 เว็บยอดนิยมของไทย

                                                 20 เว็บยอดนิยม 1.เฟชบุ๊ก           https://www.facebook.com 2.วิกิพีเดีย          https:...